Show simple item record

dc.contributor.authorแก้วขวัญ ตั้งติพงศ์กูลth
dc.date.accessioned2020-03-11T02:28:25Z
dc.date.available2020-03-11T02:28:25Z
dc.date.issued2563-03-11
dc.identifier.urihttps://repository.turac.tu.ac.th/handle/6626133120/753
dc.description.abstractวัตถุประสงค์ของงานศึกษาประกอบด้วย 1) เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นสู่ ความยั่งยืนของจังหวัดในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ โดยพิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้าน 2) เพื่อประเมินโอกาสและผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้และการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 3) เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นสู่ความยั่งยืนเพื่อรองรับโอกาสและผลกระทบจากการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ และ 4) เพื่อนำองค์ความรู้จากการศึกษาวิจัยมาประกอบการฝึกอบรมของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา ขอบเขตและวิธีการศึกษาประกอบด้วย 1) ศึกษาวิเคราะห์รูปแบบแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เหมาะสมกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และความร่วมมือระหว่างประเทศในพื้นที่แนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ รวมทั้งพิจารณาถึงความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของทั้งประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยังยืน และมาตรการพัฒนาเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน 2) ศึกษา วิเคราะห์โอกาสและศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นในจังหวัดที่มีพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ โดยวิเคราะห์ศักยภาพการค้าและการพัฒนาระหว่างประเทศครอบคลุมมิติการลงทุนด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การท่องเที่ยว และการบริการ โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงระหว่างประเทศ 3) สำรวจพื้นที่และเก็บข้อมูลภาคสนาม ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเมียนมาและกัมพูชา 4) สำรวจ เก็บข้อมูลภาคสนาม และสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมทั้งจัดประชุมระดมความคิดเห็นกลุ่มย่อยภายในประเทศ โดยเชิญผู้ประกอบการท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และชุมชนในพื้นที่ มาร่วมให้ความเห็น ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษของประเทศไทยที่ตั้งอยู่บนระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ กาญจนบุรี และตราด 5) จัดทำแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อรองรับโอกาสและผลกระทบจากการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้โดยครอบคลุมมิติด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการลงทุน นโยบายด้านภาษี การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการในพื้นที่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ และ 6) ร่วมนำเสนอผลการศึกษาวิจัยในการสัมมนาเผยแพร่รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อสาธารณะเพื่อสร้างการรับรู้และนำไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งการใช้ประโยชน์เชิงวิชาการ ประโยชน์ที่คาดวาจะได้รับจากการศึกษานี้ ต่อกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ คือ 1) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคสามารถนำผลจากการวิจัยไปใช้ในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน 2) ผู้ประกอบการและนักลงทุนสามารถใช้ข้อมูลและผลการศึกษาวิจัยเพื่อเป็นประโยชน์ในการกำหนดกลยุทธ์การลงทุนได้อย่างเหมาะสม 3) ได้รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์และรายงานสรุปเชิงนโยบาย ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ได้บทความวิชาการภาษาไทยเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ วารสารภาษาไทย และเว็บไซต์หน่วยงาน และบทความวิชาการภาษาอังกฤษเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการหรือหนังสือต่างประเทศ และ 4) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนาสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปใช้ประกอบหลักสูตรการฝึกอบรมของสถาบันการศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์จาก 1) แนวทางทฤษฎีการวิเคราะห์ SWOT 2) กรอบในการวิเคราะห์เป็นการประยุกต์การวิเคราะห์เศรษฐกิจท้องถิ่น จากแบบจำลองตัวกำหนดรายได้ประชาชาติของเคนส์ 3) การประยุกต์การวิเคราะห์รูปแบบผืนผ้าใบธุรกิจ และ 4) การวิเคราะห์ผังก้างปลา จากทฤษฎีการวิเคราะห์ SWOT และกรอบในการวิเคราะห์เป็นการประยุกต์การวิเคราะห์เศรษฐกิจท้องถิ่น จากแบบจำลองตัวกำหนดรายได้ประชาชาติของเคนส์ พบว่า กาญจนบุรีจะเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงเมื่อเทียบกับจังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง แต่จังหวัดยังมีประเด็นปัญหาที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือ 1) ปัญหาสิทธิการครอบครองพื้นที่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิครอบครองพื้นที่ รวมถึงพื้นที่ตามพระราชกฤษฎกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดินในท้องที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี อำเภอวังขนาย อำเภอบ้านทวน และอำเภอวังกะ กาญจนบุรี ปี พ.ศ. 2481 ส่งผลให้พื้นที่บางส่วนยังไม่ถูกใช้ประโยชน์ และทำให้ผู้ลงทุนไม่กล้าที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่เนื่องจากต้องใช้การพิสูจน์การครอบครองพื้นที่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาและเกิดความไม่ชัดเจนในกระบวนการขออนุมัติเอกสารสิทธิ ส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุน 2) ความล่าช้าในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ส่งผลให้การพัฒนาพื้นที่มีความล่าช้าตามไปด้วย และการใช้ทรัพยากรที่มีศักยภาพของจังหวัดยังดำเนินการได้ไม่เต็มที่ ตัวอย่างของโครงการที่เกิดความล่าช้า เช่น การเชื่อมต่อถนน Motorway บางใหญ่-กาญจนบุรี และเส้นทางเมื่อเข้ามาในจังหวัดอาจยังไม่ตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ซึ่งมองว่าหากเส้นทางได้รับการพิจารณาใหม่อาจสร้างศักยภาพที่เพิ่มขึ้นได้ 3) แม้ว่ากาญจนบุรีจะมีผลผลิตทางการเกษตร และผลผลิตเกษตรแปรรูป หลากหลายประเภท แต่จังหวัดไม่มีตลาดกลางเพื่อการขายสินค้า 4) กาญจนบุรียังคงพึ่งพาอุตสาหกรรมการเกษตร การเกษตรแปรรูป เป็นอุตสาหกรรมหลักของพื้นที่ ดังนั้นการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมเกษตรและเกษตรแปรรูปจะเป็นเงื่อนไขของการพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่ ซึ่งในทางปฏิบัติราคาของสินค้าเกษตรมีความผันผวนสูงขึ้นกับปัจจัยทางธรรมชาติ ส่งผลให้เกษตรกรต้องเผชิญกับความเสี่ยง จังหวัดอาจต้องมีกลไกในการลดผลกระทบที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผลผลิตและราคาของสินค้าเกษตร ซึ่งการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้มากที่สุดของห่วงโซ่จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะลดความเสี่ยง 5) คุณภาพของแรงงาน ความเพียงพอของแรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของจังหวัด ยังมีข้อจำกัดแม้ว่าจังหวัดจะมีสถาบันการศึกษาครบทุกระดับชั้นจนถึงระดับอุดมศึกษา แต่แรงงานของจังหวัดยังอยูในภาคการเกษตรและมีการใช้แรงงานข้ามชาติ คือ แรงงานเมียนมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องยอมรับว่าแรงงานที่เข้ามาอาจไม่ได้ผ่านระบบ MOU ที่มีการคัดกรองคุณสมบัติมาก่อน รวมถึงเป็นแรงงานที่มาตามฤดูกาล และใช้เอกสารเข้าเมืองที่มีระยะเวลาที่จำกัดหรือมีขอบเขตของพื้นที่ที่เข้ามาเพียงอำเภอเมือง ประกอบกับคุณภาพและทักษะของแรงงานยังไม่เพียงพอต่อการทำงานในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการที่จำเป็นต้องมีทักษะที่สูงขึ้น การพัฒนาทักษะของแรงงานจึงเป็นต้นทุนของภาคเอกชนที่ต้องรับภาระ และ 6) ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดมีศักยภาพสูง มีการท่องเที่ยวที่หลากหลายรูปแบบ และหลายระดับราคา ทำให้จังหวัดสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้หลากหลายกลุ่มเป้าหมาย แต่จำนวนนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้สูงยังมีอยู่จำนวนจำกัด การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในลักษณะแพ็คเกจกับประเทศเพื่อนบ้านและจังหวัดข้างเคียงอาจทำได้จากการประชุมระดมสมองเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจเป็นผลการวิเคราะห์เบื้องต้นในรูปแบบผืนผ้าใบธุรกิจ ประยุกต์และการวิเคราะห์ผังก้างปลา ในพื้นที่เพื่อสร้างโครงการที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ ได้แก่ ธุรกิจส่งเสริมเกษตรปลอดภัย เน้นนำเสนอสินค้าเกษตรคุณภาพดี รสชาตที่ดี ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ธุรกิจศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ ธุรกิจศูนย์กระจายสินค้าทางราง และธุรกิจตลาดกลางกาญจนบุรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมสินค้า ความเชื่อมโยงของกาญจนบุรี กับเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เมียนมา ปัจจุบันทางไทยมีด่านถาวรแล้ว ยังขาดฝั่งเมียนมาซึ่งพื้นที่กำลังผลักดันให้มีการเกิดขึ้น การเกิดขึ้นของความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาอาจเป็นตัวอย่างของความพยายามในการใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่ เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศในช่วงเวลาหนึ่งที่มีตามข้อตกลง หากยกเป็นรูปธรรม เช่น การเกิดขึ้นของเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายมีประโยชน์ในเชิงผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยและเมียนมา เช่น เป็นการเพิ่มทางเลือกของพื้นที่ที่จะเป็นท่าเรือน้ำลึก โดยไม่ได้ใช้ทรัพยากรด้านพื้นที่ของประเทศ ที่จะหายากขึ้นและอาจได้รับการต่อต้านจากชุมชนในพื้นที่ การมีท่าเรือน้ำลึกในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายทำให้ระบบการคมนาคมขนส่งของไทยมีประสทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจากด้านยุโรปและอินเดียสามารถมาใช้ท่าเรือน้ำลึกที่จะเกิดขึ้นและขนส่งผ่านเส้นทางมายังกาญจนบุรี และสามารถเชื่อมต่อทางถนนไปยังท่าเรือแหลมฉบังซึ่งสามารถกระจายสินค้าต่อไปทางแปซิฟิก การเกดขึ้นของความร่วมมือยังส่งผลต่อเศรษฐกิจตลอดพื้นที่ แนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ทำให้เกิดโครงการลงทุนขนาดต่าง ๆ เพื่อรองรับกับการเชื่อมโยงด้านการคมนาคม ทำให้พื้นที่ได้รับประโยชน์ทั้งในด้านการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ จากการวิเคราะห์ SWOT และกรอบในการวิเคราะห์เป็นการประยุกต์การวิเคราะห์เศรษฐกิจท้องถิ่น จากแบบจำลองตัวกำหนดรายได้ประชาชาติของเคนส์ พบว่า ตราดจะเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพสูงเมื่อเทียบกับจังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง แต่จังหวัดยังมีประเด็นปัญหาที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ คือ 1) ขนาดพื้นที่ และทำเลที่ตั้ง พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตราด ยังมีขนาดที่ไม่กว้างมาก เมื่อเทียบกับพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษอื่น ๆ นอกจากนั้น การที่ตราดเองก็มีขนาดของเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ได้โตมาก และไม่ได้มีวัตถุดิบหลักทีเอื้อต่อการสร้างอุตสาหกรรมต่อเนื่องมาก ในขณะที่อุตสาหกรรมท้องถิ่นอย่างเช่น อุตสาหกรรมการเกษตรแปรรูป ก็มีการพัฒนาในระดับที่อิ่มตัวและสอดคล้องกับปริมาณผลผลิตในปัจจุบันอยู่แล้ว จึงไม่ได้มีความต้องการในการลงทุนเพิ่มเติม ในขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตกลุ่มใหม่ที่ต้องการเน้นการใช้แรงงานราคาถูก ผู้ประกอบการก็มีตัวเลือกอื่นที่น่าสนใจก็คือ นิคมอุตสาหกรรมเกาะกงในกัมพูชา ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน แต่มีความได้เปรียบเรื่องค่าแรง รวมทั้งสิทธิพิเศษทางการค้ามากกว่า หรือในอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการส่งออกสูง ก็มีตัวเลือกอื่น คือ นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งในภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งจะได้เปรียบเรื่องการกระจายสินค้าและการส่งออกมากกว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษในตราดจึงขาดจุดดึงดูดให้นักลงทุนสนใจมาลงทุน 2) เงื่อนไขการลงทุน เงื่อนไขการลงทุนบางประการ เช่น กิจการศูนย์กลางสินค้าเกษตร จะต้องมีพื้นที่มากกว่า 50 ไร่ ศูนย์กระจายสินค้าระบบทันสมัย ต้องมีทุนจดทะเบียน ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท นิคมเครื่องประดับ/อัญมณี ต้องมีที่ดินไม่น้อยกว่า 100 ไร่ เขตอุตสาหกรรมโลจิสติก ต้องมากกว่า 200 ไร่ ฯลฯ เหล่านี้ ล้วนเป็นข้อจำกัดในผู้ประกอบการขนาดกลางหรือเล็กในท้องถิ่นไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้ ในขณะที่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ก็ไม่ได้ถูกดึงดูดโดยสิทธิประโยชน์เหล่านี้มากนักเมื่อเทียบกับข้อจำกัดด้านทำเลที่ตั้งและต้นทุนแล้ว 3) ด้านแรงงาน ปัจจุบันตราดอยู่ในสภาวะที่ขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากแรงงานชาวกัมพูชาในปัจจุบันซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากเกาะกง นิยมไปทำงานในนิคมอุตสาหกรรมเกาะกงแทน รวมทั้งมีการจ้างงานเกิดขึ้นในเขตจังหวัดสีหนุวิลล์ และกัมพต มากขึ้น จากการขยายตัวของการลงทุนโดยนักลงทุนจีน และ 4) ที่ดินและระบบสาธารณูปโภค การประกาศเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ มีผลให้ราคาที่ดินบางส่วนปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่พื้นที่เป้าหมายก็ยังไม่มีการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างระบบน้ำประปาและไฟฟ้า เนื่องจากเมื่อยังไม่มีนักลงทุนก็อาจจะไม่คุ้มค่าหากลงทุนไป เกิดเป็นปัญหาซ้อนกลับไปมา ซึ่งถ้าในพื้นที่ ที่มีการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคครบถ้วนแล้ว อาจทำให้นักลงทุนเกิดการตัดสินใจลงทุนได้ง่ายขึ้น จากการประชุมระดมสมองเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจเป็นผลการวิเคราะห์เบื้องต้นในรูปแบบผืนผ้าใบธุรกิจและการวิเคราะห์ผังก้างปลา ในพื้นที่เพื่อสร้างโครงการที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ ได้แก่ ธุรกิจส่งเสริมสินค้าเกษตรแบรนด์ตราด มุ่งเน้นให้เป็นสินค้าพรีเมียม มีมาตรฐาน GAP รับประกันความปลอดภัย ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พรีเมียมสำหรับผู้สูงอายุ ธุรกิจโกดังกระจายสินค้า รวมทั้งมีห้องเย็นและห้องแช่แข็ง ธุรกิจโรงเรียนฝึกอบรมบุคลากร ความเชื่อมโยงของตราดกับเขตเศรษฐกิจพิเศษเกาะกง กัมพูชา ปัจจุบันมีจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เป็นช่องทางการนำเข้าสินค้าจากกัมพูชาที่สำคัญ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตโดยผู้ประกอบการในเขตเศรษฐกิจพิเศษเกาะกง เช่น ชุดสายไฟรถยนต์สำเร็จรูป ยางในลูกบอล ฯลฯ และสินค้าในกลุ่มอาหารทะเลสดและแปรรูป ยอดการนำเข้าในปี 2561 อยู่ที่ประมาณ 2,881 ล้านบาท แต่มูลค่านี้อาจไม่กระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นของจังหวัดตราดมากนัก เนื่องจากเป็นการค้าแบบผ่านแดนเพื่อขนส่งไปยังจังหวัดอื่นต่อไป นอกจากนั้นเส้นทางนี้ยังมีศักยภาพของเส้นทางการท่องเที่ยวสาย R10 เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวซึ่งสามารถเดินทางไปได้ถึงพนมเปญ หรือเวียดนามตอนใต้ ในรูปแบบของ ‘One Market, Three Destination” โดยเชื่อมตราดเข้ากับโครงการดาราซากอร์ ในเกาะกง และหมู่เกาะฟูก๊วกเวียดนามด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวซึ่งเน้นกลุ่ม Hi-end สามารถเดินทางทางเรือเพื่อเชื่อมการเดินทาง 3 ประเทศได้อาจมีการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบของการเดินทางเป็นหมู่คณะ ข้อจำกัดของจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็กคือ ลักษณะทางกายภาพของด่านมีขนาดเล็ก เข้าออกลำบาก ถนนบางส่วนมีสภาพไม่ดีและมีเพียงสองช่องทาง ซึงเป็นอุปสรรคในช่วงที่มีความต้องการขนส่งหนาแน่น และมีอุปสรรค เช่น ไฟฟ้าที่ส่องสว่างไม่เต็มที่ในบางช่วง การเดินทางของชาวกัมพูชา โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความต้องการเข้ามาท่องเที่ยวและซื้อขายสินค้าในไทย ที่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการข้ามแดนที่ต้องใช้เอกสารมากและมีขั้นตอนยุ่งยากการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้เป็นนโยบายหนึ่งของภูมิภาคในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ของทั้งสองด้านทางตอนใต้ของภูมิภาค คือ พื้นที่ตั้งแต่เมียนมาไปจนถึงเวียดนาม ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่เชื่อมต่อทางทะเลทั้งสองด้าน คือ จากมหาสมุทรอินเดีย ไปจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิก โดยใช้การเชื่อมต่อทางถนนภายในพื้นที่ส่วนที่เป็นภาคพื้นดิน ทำให้ประเทศที่อยู่ภายใต้ขอบเขตนี้ได้รับประโยชน์รวมของการเชื่อมโยงภายในภูมิภาคนี้ ได้แก่ เมียนมา ไทย กัมพูชา และเวียดนาม อย่างไรก็ตามการทำให้เกิดการพัฒนาตลอดแนวเส้นทางยังมีปัจจัยต่าง ๆ ที่มาเกี่ยวข้อง ทั้งในด้านของยุทธศาสตร์และนโยบายของแต่ละประเทศ ดังนั้น ในทางปฏิบัติจึงเป็นโอกาสและความท้าทายของแต่ละประเทศในการที่จะพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในลักษณะข้อตกลงทวิภาคี เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่พร้อมกับการเป็นความร่วมมือแบบข้อตกลงพหุภาคี ที่ทำโดยทั้ง 4 ประเทศ เช่น การเจรจาเพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายที่เป็นความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมา หรือการเจรจาเพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเกาะกงที่เป็นความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา The main objectives of this study are 1) to analyze the LED potential for the sustainability in the provinces in the SEC by taking into account the connection between Thailand and the neighboring countries 2) to evaluate the economic and social opportunities and impacts of the Special Economic Zones along the Southern Economic Corridor 3) to provide recommendations for the sustainable economic development to support the opportunities and impacts of the Special Economic Zones along the Southern Economic Corridor establishment and 4) to utilize the knowledge from research study in seminars and training programs conducted by Institute for Trade and Development. The methodology and scopes of this research include 1) analyzing the appropriate LED guidelines in the economic, social and the SEC international cooperation contexts as well as considering its consistency with the development strategies of Thailand and the neighboring countries with focus on sustainable development and developmental measures of the SEZs along the borders of Thailand and the neighboring countries 2) evaluating the LED opportunities and capacities in two provinces with the Special Economic Zones along the Southern Economic Corridor by analyzing trade and international development capacity that covers industrial investment, agricultural, tourism and service dimensions 3) conducting in-depth interviews with representative from local entrepreneurs, government agencies and private sector in Myanmar and Cambodia 4) conducting in-depth interview and focus group meeting with local entrepreneurs, government agencies, private sector, education sector and local communities 5) establishing the LED recommendations to support the opportunities and impacts of the establishment of SEC, covering the dimensions of infrastructure development, investment promotion, tax policy, development of local management mode, human resource development and development of international cooperation 6) preparing policy briefs in Thai and English and preparing the research for international publications and 7) presenting research finding in the seminar to disseminate knowledge and policy recommendations to the public, and to create awareness which would eventually benefit in terms of formulating policy in public, private sectors as well as academicians. The contributions of this study aims toward these audiences 1) agencies related to central and regional LED can use the research results for appropriate planning of the LED in the SEC for sustainable benefit 2) entrepreneurs and investors can use the research data and results to determine appropriate investment strategies 3) to obtain the final report and policy brief that can be used as guidelines for policy planning of government agencies and the private sector and 4) to gain knowledge in organizing training for International Institute for Trade and Development for the transfer of knowledge to both domestic and foreign government officials both as well as domestic and foreign entrepreneurs, the academic sector and the general public. This study applied the following analysis methods: 1) SWOT analysis 2) analytical framework from the adapted local economy analysis based on the Keynesian theory on national income determination 3) analytical framework from the adapted Business Model Canvas and 4) Fishbone diagram. From the SWOT analysis and analytical framework from the adapted local economy analysis based on the Keynesian theory on national income determination, the study found that Kanchanaburi is a high-capacity province compared to neighboring provinces. However, Kanchanaburi faces with crucial structural problems such as : 1) land ownership rights issues as the majority of the areas are without land rights documents. Also, parts of the area are under the Royal Decree on the restricted area in Mueang Kanchanaburi District, Wang Khanai District, Ban Thuan District and Wang Ka District, Kanchanaburi 1938, resulting in parts of the area not being used. The Royal Decree also dissuaded investors from investing in the area and investment projects due to the requirement of land ownership which may takes time while the approval process for land rights documents remain unclear. 2) Delays in the implementation of large projects also lead to delays in area development while the resources with capacity in the province are yet to be maximized. An example of delayed projects is the connection between Bang Yai and Kanchanaburi motorway whereas the routes to the province may not meet the needs of the people in the area. It is believed that the capacity may be increased if the route is reconsidered. 3) Although a variety of agricultural products and processed agricultural products can be found in Kanchanaburi, the province still lacks a central market for selling products. 4) Kanchanaburi still depends on the agricultural and agricultural processing industry as the main industries of the area. As a result, value added in the agricultural and agricultural processing industry will lead to local economic development. Agricultural product prices are often highly fluctuated depending on environmental factors, causing risks to the farmers. The province may have to implement a mechanism to reduce the effects that cause risks to the products and prices of agricultural products. The supply chain management will be one of the solution to reduce risk. 5) Quality of workforce, workforce sufficiency and human resource development are still limited. Although Kanchanaburi has comprehensive educational institutions for all academic levels, workforces are mainly in agricultural industry and less skilled Myanmar migrant workers. Majority of migrant workers are seasonal workers. Workforces skills also needed to be trained before enter to the industrial and service sectors. The private sector has to bear the cost and burden of skill development for workforces. 6) The province has high capacity in terms of tourism. There are a variety of tourism offered at different price ranges, allowing the province to accommodate a variety of target groups. Nonetheless, the number of high-income tourists remain limited. One possibility to deal with the problem is developing package tourist destinations with the neighboring countries and neighboring provinces. The focus group meeting on business opportunities is a preliminary analysis of the business in the form of Business Model Canvas and Fishbone diagram in the area to identify and initiate projects from local needs. Examples of the projects are a promotion of safe agricultural products focusing on offering agricultural products of good quality and good taste, registration of geographical indication, large convention center business, rail distribution center business and Kanchanaburi central market as collection center of products. In terms of the connection between Kanchanaburi With Dawei Special Economic Zone of Myanmar, currently a permanent checkpoint has been established by Thailand, waiting for similar checkpoint in Myanmar. The cooperation between Thailand and Myanmar may provide an example of effort to obtain spatial benefits in line with the strategies of both countries during the period when the agreement was reached. To illustrate, there is a mutual benefit between Thailand and Myanmar in Dawei Special Economic Zone such as an increase of an area for a deep-sea port without taking up spatial resources of the countries that will be more difficult to source and may be opposed by the local community. Having a deep-sea port in the Dawei Special Economic Zone has increased the efficiency of Thailand's transportation systems especially for the products from Europe and India that can be shipped to the upcoming deep-sea port and transported through to Kanchanaburi. This can also be connected by road to Laem Chabang port which can distribute products to the Pacific. The cooperation also affects the economy throughout the Southern Economic Corridor, resulting in establishments of investment projects of various sizes to support the transportation. This will benefit the area both in terms of the infrastructure utilization and economic growth. From SWOT analysis and analytical framework from the adapted local economy analysis based on the Keynesian theory on national income determination, Trat was identified as high capacity province compared to neighboring provinces. However, the province still has faces crucial structural problems namely 1) Trat Special Economic Zone’s limited size and location compared to other special economic zones. In addition, Trat has industry with low economy growth and lacks raw materials for continuous industry. Existing local industries such as processed agricultural product industry has saturated and is consistent with the current production outputs, thus requiring no additional investments. For an emerging group of manufacturing industries with demand for low-cost labors, entrepreneurs are provided with interesting options which is the nearby Koh Kong Industrial Estate in Cambodia. This industrial estate is located near Trat Special Economic Zone but has the advantage in terms of wages including a higher number of Generalized System of Preference (GSP). Their industries related to exports have more options that are various industrial estates in the central region and the eastern region which are more advantageous in terms of product distribution and exports. Hence, Trat Special Economic Zone still lacks the ability to attract investors. 2) Certain investment conditions can be found. For example, agricultural product hub businesses must occupy an area of more than 50 rai with a modern distribution system, a registered capital of not less than 10 million baht, jewelry or precious stone industrial estate must occupy an area of no less than 100 rai, more than 200 rai for the logistics industrial estate etc. These are all restrictions that hinder local medium or small entrepreneurs from benefiting from the privileges. Large size entrepreneurs are not much attracted by these privileges when comparing the limitations on location and cost. 3) In terms of labor, Trat currently faces labor shortage issues as the current Cambodian labors, mostly comes from Koh Kong, prefer to work in Koh Kong industrial estate instead coupled with the increased number of employment in the province of Sihanoukville and Kampot from the investment expansion by Chinese investors. 4) Land and utilities system issues as the establishment of a Special Economic Zone raised the prices of certain land while in the target areas there are still no investment in basic public utilities such as water supply and electricity systems. The reason is that as there no investors are attracted to the area, the investment might not be worthwhile, causing a paradox. If there are comprehensive public utility systems in the area, the investors might be attracted easier for investment. The focus group meeting on business opportunities led to preliminary analysis in the form of business canvas and fish bone diagram in the area to create projects based on the needs of the locals such as brand Trat agricultural product promotion, focusing on premium products with Good Agricultural Practices (GAP) standards, guaranteeing safety, premium health tourism business for the elderly, distribution business with cold rooms or freezers or human resource training school business. The connection between Trat Special Economic Zone and Koh Kong Special Economic Zone, Cambodia, now has a permanent checkpoint in Ban Hat Lek which has logistics capacity. It is an important import channel for products from Cambodi most of which are industrial products produced by entrepreneurs in Koh Kong Special Economic Zone such as automotive wiring set, rubber in balls or products in the fresh and processed seafood segment The Import volume in 2018 is approximately 2,881 million baht. However, this value might not have much effect on Trat local economy as it is a cross-border trade for transportation to other provinces. In addition, it has the capacity of R10 touristic route which connects Phnom Penh or the southern Vietnam in the form of 'One Market, Three Destination’ by linking Trat with Dara Sakor project in Koh Kong and Phu Quoc islands in Vietnam. The tourists, especially hi-end group, can travel by boat to either three countries. This might create more spending on tourism, especially from group tourism. The limitation of the Baan Had Lek permanent checkpoint is the physical characteristics of the checkpoint, which are small, difficult to access with some roads in bad condition and two lanes only. These are obstacles during the period of high demand for transportation and there are obstacles such as limited electricity light at certain areas who the Cambodian travel, especially groups that want to come to travel and conduct trades in Thailand, limited by border pass which requires a lot of documents and complicated procedures. The establishment of a Special Economic Zone on the Southern Economic Corridor is one of the regional policies for the land utilization of both sides of the southern region which is the area from Myanmar to Vietnam. This opens an area connecting the sea on both sides from the Indian Ocean to the Pacific Ocean through road connection on land. This allows countries in the area namely Myanmar, Thailand, Cambodia and Vietnam to mutually benefit from the connection within this region. However, there are still many factors involved in the development both in the strategy and policy of each country. Therefore, in practice, it is an opportunity and challenge for each country to develop cooperation with neighboring countries in the form of bilateral agreements in order to create international cooperation together with a multilateral agreement made by all four countries such as negotiations for the development of the Dawei Special Economic Zone, which is the cooperation between Thailand and Myanmar or negotiations for the development of Koh Kong Special Economic Zone which is a cooperation between Thailand and Cambodia.th
dc.format.mimetypeapplication/pdfth
dc.language.isothath
dc.publisherสำนักงานศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์th
dc.rightsเอกสารฉบับนี้สงวนสิทธิ์โดยผู้ให้ทุน ห้ามทำซ้ำ คัดลอก หรือนำไปเผยแพร่ตัดต่อโดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรth
dc.subjectเศรษฐกิจท้องถิ่นth
dc.subjectระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้th
dc.subjectเศรษฐกิจพิเศษth
dc.titleพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อรองรับโอกาสเเละผลกระทบจากการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามเเนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้th
dc.title.alternativeLocal Economic Development to Support Opportunities and Impacts from Special Economic Zones along the Southern Economic Corridorth
dc.typeTextth
dcterms.accessRightsบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงเอกสารนี้ได้th
dc.rights.holderสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน)th
cerif.cfProj-cfProjId2562A00482th
mods.genreรายงานวิจัยth
turac.projectTypeโครงการที่ปรึกษาth
turac.researchSectorสาขาการบริหารและการพัฒนาองค์กร (Management and Institutional Development sector : MID)th
turac.contributor.clientสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน)
turac.fieldOfStudyสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์th
cerif.cfProj-cfTitleพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นเพื่อรองรับโอกาสเเละผลกระทบจากการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามเเนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้th
cerif.cfProj-cfProjStatusสิ้นสุดโครงการth


Files in this item

Thumbnail

This item appears in the following Collection(s)

Show simple item record